กาลครั้งหนึ่ง ในป่าบนดอยปูล้น (ปัจจุบันอยู่ขุนน้ำพราง ตำบลน้ำพาง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน ) ได้มีพญาขอมตนหนึ่ง มีชื่อว่าเจ้าพญาขอมหลวง ได้ปกครองอยู่ และมีบุตร ๑ คน คือเจ้าพ่อช้างงาแดง พอเติบโต ขึ้นมาเจ้าพ่อช้างงาแดง ได้แต่งงานกับนางบัวเขียว อยู่ขุนน้ำมวบทางทิศเหนือ (น้ำมวบเหนือ) และได้พากันมาอยู่กับเจ้าพญาขอมหลวง จนมีบุตร ๑ คน ชื่อเจ้าคำแดง ต่อมาเห็นว่า เจ้าพ่อช้างงาแดง สามารถปกครองลูกค้าหลาน และบริวารต่างๆ ได้ดี เจ้าพญาขอมหลวงจึงได้ยกทรัพย์สมบัติพร้อมเขตปกครองและบริวารทั้งหมดให้ เจ้าพ่อช้างงาแดงและเจ้าคำแดงปกครองต่อไป

พอเจ้าคำแดงโตเป็นหนุ่ม เจ้าพ่อช้างงาแดง จึงหไปปกครอง ที่บ้านใหม่ใหม่สว่าง ตำบลเมืองทุ่ง ประเทศลาว (อยู่ทางทิศใต้กบ้านน้ำมวบ) จนได้แต่งงานกับลูกสาวเจ้ากุหลุกุหล่ม ที่บ้านใหม่สว่าง ตำบลเมืองทุ่ง ประเทศลาว

หลังจากเจ้าคำแดงได้แต่งงาน และปกครองอยุ่ที่บ้านใหม่สว่าง ตำบลเมืองทุ่ง ประเทลาว จนเจริญรุ่งเรือง จึงได้กลับมาดอยปูล้น เพื่อมอบสมบัติที่เป็นของตนเองทั้งหมดให้เจ้าพ่อช้างงาแดง ผู้เป็นพ่อ มีน้ำหนักทั้งหมด สองล้านบาทต่าชั่งให้ดูและต่อไป

ต่อมาได้มีจีนฮ่อยกทัพมาตีประเทศลาว เจ้าคำแดงเกรงว่าสงครามจะลุกลามมาถึงบ้านใหม่สว่าง ตำบลเมืองทุ่ง ที่ตนเองปกครองอยุ่ จึงมาขอให้เจ้าพ่อช้างงาแดง ขอกำลังทหารจากเจ้าชีวิตเมืองน่าน (เมืองนันทบุรี ในสมัยรัชการที่ ๖)

เจ้าชีวิตเมืองน่านได้มอบหมายให้เจ้าหลวงสา เลือกคนดีมีฝีมือจากอำเภอเวียงสา ได้จำนวน ๔ นายประกอบด้วยทหารเอกเจ้าน้อยนันตา ท้าวจอมใจเหล็ก ท้าวแสนหาญคำเป็ก และพญาปราบ มาช่วยเจ้าคำแดงปราบจีนฮ้อจนแตกหนีไป

ด้วยความเป็นห่วงลูกจะได้รับอันตรายและกลัวจีนฮ่อจะรุกรานอีก เจ้าพ่อช้างงาแดง จึงไปขอให้เจ้าคำแดงพร้อมภรรยา กลับมาอยุ่ด้วยที่ดอยปูล้น จนหมดยุคเนื่อกจากไม่มีบุตรสืบทอด หลังจากช่วยรบจนสงครามสงบ ท้าวจอมใจเหล็ก และท้าวแสนหาญคำเป็ก ซึ่งอาศัยอยุ่บ้านขึ่ง อำเภอเวียงสา ได้มาล่าสัตว์ และหาของป่าบริเวรป่าบ้านน้ำมวบ โดยทำเพิงพักชั่วคราว อาศัยอยุ่เป็นครั้งคราว ประมาณ ๒ ถึง ๓ วัน จนได้สัตว์ป่าและของป่าเป็นที่พอใจจึงเดินทางกลับ เป็นเช่นนี้ตลอดไป จนรู้จักและคุ้นเคยผืนป่าแห่งนี้เป็นอย่างดี ถึงความอุดมสมบูรณ์ จึงได้ปรึกษาหารือกับครอบครัวและญาติพี่น้อง เพื่อย้ายครอบครัวมาอาศัย เป็นการถาวร ทั้งนี้เพื่อความสะดวก ในการล่าสัตว์และการประกอบอาชีพ

จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๒๑๘ จึงได้พากันอพยพครอบครัวมาตั้งรถราก อยู่ที่ป่านบ้านน้ำมวบ และได้ชักชวนญาติ พี่น้อง ให้อพยพครอบครัวมาอยู่ด้วยกัน พร้อมได้สร้างศาลเพียงตา (หอศาลลานคำ) ขึ้นมา ๑ หลัง พร้อมอัญเชิญเจ้าพ่อช้างงาแดง พร้อมบริวาณทั้งหมดมาอาศัยอยู่ เพื่อช่วยปกปักรักษาทั้งบุคคล สัตว์เลี้ยง พาหนะ และอื่นๆ โดยที่ชาวบ้านทั้งหมดให้สัญญาว่า ในทุกวันพระจะไม่ไปทำการเกษตร จะไม่ตักน้ำ จะไม่ฆ่าสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นพืช หรือว่าสัตว์ จะพูดแต่สิ่งดีๆ โดยศาลเพียงตา ตั้งอยู่ที่บ้านน้ำมวบจนถึงปัจจุบัน

จนกระทั่งได้มีผู้คนอพยพมาเพิ่มเติมและประชากรเพิ่มจำนวนมากขึ้น จึงได้มีการพัฒนาปรับปรุ่งสถานที่ และขยายศาลเจ้าพ่อช้างงาแดงให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ตลอดจนได้สร้างศาลบริวารบริเวณเดียวกัน ประกอบด้วย ศาลเจ้าคำแดง (บุตร) ศาลเจ้าปิจหนูกั๋น (หมอ) และได้สร้างศาลขนาดใหญ่แบ่งออกเป็นห้องๆ แล้วอัญเชิญดวงวิญญาณบริวารมาอาศัยอยุ่แต่ละห้อง ประกอบด้วย เจ้าแสนด่าน (คนนำทาง) เจ้าพยาพาน (คนนำทาง) เจ้าขุนหาร (ทหาร) เจ้าพยาแก้ว (ทหาร) เจ้าตี๋(ทหาร) เจ้าเครือมะนำฮูง(ทหาร) พร้อมสร้างอาคารชำแหละ อาคารประกอบอาหาร ห้องสุขขา น้ำประปา ไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน